ReadyPlanet.com
dot
dot
อุปกรณ์ให้แสงสว่าง
dot
bulletหลอด LED
bulletโคมแบต LED
bulletแบตเตอรี่แห้ง
bulletไฟฉายรีชาร์จ
bulletหัวเทียนแบตเตอรี่
bulletเครื่องชาร์จแบตเตอรี่
bulletหน้าโคม/หน้าไฟ
bulletอุปกรณ์เบ็ดเตล็ด
dot
ตาข่ายต่างๆ
dot
bulletมุ้ง-แสลน-ผ้าฟาง-พลาสติกสำหรับงานเกษตรและประมง
bulletเนื้ออวน-ตาข่าย งานอเนกประสงค์
bulletตาข่ายงานสนามกีฬา-สนามกอล์ฟ
bulletตาข่าย สำหรับกันนก / ล้อมพื้นที่
dot
ด้าย-เคมี
dot
bulletด้ายทอผ้า
bulletสีย้อม-เคมีช่วยย้อม
dot
อุปกรณ์สำเร็จรูป
dot
bulletแหสำเร็จรูป - ข่ายต่อแห
bulletอุปกรณ์สำเร็จรูป เช่น ข่ายเอ็นรุมสำเร็จ , กระชัง , ด่างกวด, คอนโดฯลฯ
bulletสินค้าอื่นๆ เช่น ดินประสิว ชันป่น หน้ากากดำน้ำ ทุ่นยาง ฯลฯ
bulletเต้นท์,ตาข่ายคลุมรถ และเปล
dot
เชือก
dot
bulletเชือก
dot
อุปกรณ์ดำนา / หน้ากาก
dot
bulletรองเท้า-ถุงเท้า-ถุงมือ-หมวกโม่ง-หน้ากาก
bulletจอบ-เคียว-มีด และอุปกรณ์การเกษตร
dot
เบ็ด (Fishing Hook)
dot
bulletเบ็ด
dot
สั่งซื้อสินค้า
dot
bulletสั่งซื้อสินค้า


ติดต่อสอบถาม
Line QRcode
เฟสบุค
สำนักพิมพ์มังกรบูรณา
บีดีนิต
หอพักสตรีพิมพ์ทอง


ผ้าย้อมคราม .. ภูมิปัญญาที่มากกว่าผ้าสีคราม

 

ชื่อบทความ  :  ภูมิปัญญาย้อมผ้าคราม ความเชื่อเจือ หัวใจอนุรักษ์
ชื่อวารสาร
   :  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

              

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "คราม" เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนักหรือบางคนอาจจะรู้จักในลักษณะของผงสีน้ำเงินที่ใช้ละลายน้ำซักร่วมกับผ้าขาวที่เริ่มหมองให้ดูขาวสดใสยิ่งขึ้น ซึ่งสีดังกล่าวจะค่อย ๆ หลุดไปเมื่อผ้าถูกซักไปเรื่อย ๆ แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าผงครามดังกล่าวกับสีครามจากธรรมชาติ เป็นคนละตัวกัน ซึ่งผงครามเป็นสารสังเคราะห์ที่ชื่อว่า Ultra harihe blue ไม่ใช่สีครามจากธรรมชาติภูมิปัญญาย้อมผ้าคราม นับถอยหลังไปกว่า 2,000 ปี ที่ผ่านมา มนุษย์ได้เริ่มรู้จักการทำสีครามจากธรรมชาติ โดยนำพืช ได้แก่ คราม เบือก และ ฮ่อม ซึ่งจะมีรูปร่างหน้าตาและชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ครามเถา ครามแงะ ครามน้ำ ฮ่อมเมือง ฯลฯ หลายคนจะเข้าใจผิดว่า ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม ที่นำมาทำสีครามว่าเป็นต้นไม้ชนิดเดียวกันนั้นแท้ที่จริงเป็นคนละชนิด คนละตระกูลกันเลยทีเดียว ฮ่อมถ้าคุ้นเคยก็คงจะคิดถึงคำว่า"หม้อห่อม" หรือ"ม่อฮ่อม" ซึ่งเป็นเสื้อย้อมสีน้ำเงินที่เป็นของฝากเลื่องชื่อของจังหวัดแพร่ 
                 

 

การย้อมผ้าสีคราม ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมสีครามจนถึงการก่อหม้อนิล (หม้อย้อมคราม) และมีความเชื่อว่าครามมีผีสิง เพราะผู้ที่จะทำหม้อนิลจะต้องให้ความรักและดูแลใส่ใจเป็นอย่างดี เช่น ต้องคอยสังเกตว่าครามหิวน้ำด่างแล้วหรือยัง หากหิวแล้วผู้ทำจะต้องรีบเติมน้ำด่างในหม้อนิล ถ้าผู้ทำขาดความเอาใจใส่ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า"หม้อนิลหนี" ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่แม้ว่าจะเป็นแม่ครูที่เชี่ยวชาญในการก่อหม้อครามเพียงใดจะอาจประสบได้นั่นคือปรากฏการณ์ของหม้อนิลที่เราใช้ย้อมผ้าอยู่โดยปกติเกิดเสียไปอย่างง่าย และรวดเร็วและเมื่อย้อม แล้วสีไม่ติดผ้าโดยไม่รู้สาเหตุ หลังจากนั้นเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่งจู่ ๆ ก็ใช้ย้อมผ้าได้อีกครั้ง แต่บางครั้งก็ไม่สามารถจะใช้ย้อมผ้าได้อีกจนต้องคว่ำหม้อทิ้งและก่อหม้อครามใหม่ คนในสมัยโบราณไม่รู้ว่าสาเหตุของปรากฏการณ์นี้คืออะไร และได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะผีหม้อนิลหายไป ดังลักษณะของผีที่สามารถหายไปหรือกลับมาได้อย่างไร้ร่องรอย

 

  ห้อมและครามกับวิถีพื้นบ้าน

ต้นห้อม (Baphicacanthus cusia (NessBremek.)เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นกลม แตกกิ่งตามข้อ ใบเดี่ยวหัวใบเรียว ท้ายใบแหลม ขอบใบหยัก ใบเขียวมัน ดอกสีม่วง รูปทรงคล้ายระฆัง ขยายพันธุ์โดยเมล็ดและส่วนของลำต้นปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในป่าชื้น ใกล้แหล่งน้ำ ลำธาร ต้องการร่มเงามาก ไม่ชอบแสงแดดจัด

ต้นคราม (Indigofera tinctoria.เป็นพืชล้มลุก สูง ๑-.๒๐ เมตร  อายุประมาณ ๒-๓ ปี   ใบประกอบแบบขนนก ดอกสีเหลือง ฝักคล้ายฝักถั่วเขียวแต่เล็กกว่าออกเป็นกระจุก ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ขึ้นได้ ดีในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีร่มเงาบ้างหรือเปิดโล่ง ใช้เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง แก้ไข้ รักษาแผลสด   ห้ามเลือด แก้อักเสบ ฯลฯ

การใช้ต้นครามเพื่อหมักย้อมผ้า จะใช้ต้นครามทั้งต้น ช่วงอายุประมาณ ๔ เดือนหรือช่วงกำลังออกดอก มักจะเก็บเกี่ยวตอนเช้าตรู่เชื่อกันว่าจะได้เนื้อครามมากกว่าช่วงอื่น   ใช้ใบและลำต้นห้อมอายุประมาณ ๑-๒ ปีหมักย้อมผ้าได้สีครามหรือดำ

                

ภาพจาก http://th-th.facebook.com/note.php?note_id=118012761578654

 

การย้อมสีครามธรรมชาติ..นั้น พบว่ามีการย้อมได้จากพืชหลายชนิด แต่ที่พบในประเทศไทยนั้นมีอยู่สองชนิดคือ ห้อม และ คราม ซึ่งกรรมวิธีในการย้อมจะคล้ายคลึงกัน คือการนำส่วนของพืชมาหมักแช่น้ำให้เน่าเปื่อยแล้วแยกเอาส่วนของเนื้อสีออกมาโดยการตกตะกอนด้วยปูนขาว และอากาศ ปล่อยให้ตะกอนนอนก้นแล้วจึงแยกส่วนที่เป็นน้ำออก จะได้เนื้อครามเป็นตะกอนข้นเหนียวเหมือนโคลน เนื้อครามที่ได้สามารถเก็บไว้ใช้ได้เป็นปี โดยเก็บไว้ในหม้อดินที่มีน้ำด่างหล่อเลี้ยงไม่ให้เนื้อครามแห้ง น้ำด่างที่กล่าวถึงคือน้ำล้างขี้เถ้าของพืชเช่น ต้นกล้วย มะละกอ มะขาม เปลือกผลนุ่นเป็นต้น

        

        

การย้อมผ้าครามที่เรียกกันว่า การย้อมคราม หรือ หม้อห้อม จะนำเนื้อครามที่ได้จากการหมัก มาทำการย้อมด้วยสภาวะที่เป็นด่าง โดยการผสมกับส่วนประกอบต่างๆมากมายตามสูตรหรือวิธีการของแต่ละท้องถิ่น เช่น น้ำด่าง ปูนขาว ขมิ้น เหล้าป่า ฝักส้มป่อย ต้นอ้อย กล้วย ใบฝรั่ง แล้วกวนหรือโจกให้โดนอากาศแล้วทิ้งไว้จนส่วนผสมต่างๆทำให้เนื้อครามเปลี่ยนจากสีครามน้ำเงินกลายเป็นสีเหลืองอมเขียว จึงนำผ้าหรือด้ายที่ทำความสะอาดแล้วชุบน้ำพอหมาด ลงย้อมให้เนื้อครามเข้าเกาะเส้นใย แล้วจึงนำขึ้นกระตุกให้โดนอากาศ ผ้าหรือฝ้ายจะค่อยๆเปลี่ยนจากสีเหลืองของน้ำหม้อครามเป็นสีน้ำเงิน นำไปผึ่งให้แห้ง ถ้าต้องการให้สีครามเข้มก็ทำการย้อมหลายๆครั้ง หรือย้อมทับด้วยสีธรรมชาติอื่นๆก็จะได้สีแตกต่างกันไป ตามชนิดของสีที่ใช้ผสม ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีการของผู้ย้อมแต่ละคน

                

 

สีคราม นั้นเคยได้ชื่อว่าเป็น “ ราชาแห่งสี ” เพราะไม่มีสีชนิดใดที่มีความสัมพันธ์กับขนบธรรมเนียมและประเพณีเทียบเท่าสีคราม สีน้ำเงินเข้ม..หรือสีครามเป็นที่นิยมโดยทั่วไป  ประวัติการใช้สีครามจากพืชมีมานับพันปี อย่างไรก็ตามการย้อมสีครามจากธรรมชาติเกือบจะหมดสิ้นจากสังคมเมื่อมีการใช้และผลิตสีสังเคราะห์ แต่ยังมีกลุ่มคนที่ยังรักและหวงแหนภูมิรู้ มรดกของท้องถิ่นจึงยังคงยึดถือและสืบทอดการย้อมสีครามธรรมชาติอยู่อย่างเงียบๆในท้องถิ่นชนบท

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการตื่นตัวในเรื่องปัญหามลภาวะจากอุตสาหกรรมการผลิตสีสังเคราะห์และผลกระทบของสีสังเคราะห์ต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค จึงก่อเกิดความสนใจที่จะรื้อฟื้นวิถีการผลิตจากธรรมชาติจริงๆโดยเชื่อมสัมพันธ์กับขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ขณะที่ช่างทอผู้สืบทอดและรักการย้อมสีครามธรรมชาติยังคง รักษา พัฒนา และนำภูมิรู้ของบรรพบุรุษ มาปรับใช้ในวิถีการผลิตของตนซึ่งไปประจวบเหมาะกับการบริโภคที่หวนกลับสู่ธรรมชาติพอดี


 .............................................................................................

จาก  http://www.seubsan.net

ภาพและเรื่อง : เด็กสืบสาน

การดูแลรักษาผ้าย้อมคราม

การซักผ้าคราม  ควรซักแยกต่างหาก ให้ใช้ผงซักฟอกเล็กน้อย  ไม่ควรใช้น้ำยาซักผ้าขาวเพราะจะทำให้สีตกเร็ว  ควรซักด้วยมือและตากในที่ร่มลมโกรก เพื่อช่วยถนอมเนื้อผ้า  ผ้าครามดูแลรักษาง่ายควรเก็บไว้ในที่ร่มจะทนทาน

ครามนอกจากทำมาย้อมผ้าได้แล้วยังแฝงไปด้วยคุณสมบัติพิเศษที่น่าทึ่งอีกด้วยขอรับ นั่นก็คือ การมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร ใช้รักษาแผลของสัตว์  คนสมัยก่อนใช้ครามรักษาบาดแผลโดยการทาบริเวณที่เป็นแผลให้วัว ควาย   นอกจากนี้ยังใช้ในการถอนพิษที่เกิดจากน่อง(สารพิษจากธรรมชาติ)  และใช้ทาปลายลูกดอกธนูเพื่อล่าสัตว์อักด้วย

ส่วนผ้าที่ผ่านการย้อมครามมาแล้วนั้นก็ยังมีคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นได้อีกนั่นก็คือ ถ้าตัดเป็นเสื้อสวมใส่จะช่วยซับเหงื่อ  ดับกลิ่นตัว  เย็นสบาย   ส่วนเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วจะนำท่อลูกประคบ  ใช้ประคบตามตัวแก้เคล็ดขัดยอก  ฟกช้ำ  หรือใช้ร่วมกับยาสมุนไพรแก้ช้ำในก็ได้ด้วย

และทั้งหมดนี้ก็คือภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาลของชาวบ้านบ้านโพนแพง  และต่อไปก็คงหน้าที่ของเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงสืบทอดกันต่อไป 

 




เรื่องน่ารู้

ภาชนะจากกาบหมาก
ปลูกผักบนต้นกล้วย
กล้วยตกเครือกลางลำต้น
เมืองเกษตรสีเขียว (Green City)
อนาคตของเกษตรกรรม
อนาคตของเกษตรกรรม 1
การทำไร่บนตึกสูง ตอนที่ 3
การทำไร่บนตึกสูง ตอนที่ 2
Vertical Farm - ทำไร่บนตึกสูง (ตอนที่ 1)
สบู่จากถ่านไม้ไผ่
ภาชนะทำจากแป้งทดแทนพลาสติกเพิ่มมูลค่าพืชศก.-ผลิตภาชนะลดปริมาณขยะพลาสติกลดโลกร้อน
ฮอนด้าเผยโฉมบ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า พร้อมเดินหน้าทดสอบเทคโนโลยีการจัดการพลังงานภายในบ้าน และในชุมชนแบบองค์รวม
เห็ดโลกยิ้ม
อาหาร 8 ชนิดที่เราอาจไม่ได้กินอีกต่อไป
แบตเตอรี่กระดาษจากสาหร่าย
น้ำมะพร้าวหมัก ตัวช่วยน้ำยางพาราจับตัวเร็ว
กำมะถัน
จากสารรักษาสภาพน้ำยางสู่สีบอดี้เพนท์
โรงไฟฟ้าราชบุรีนำร่อง ผัน CO2 เลี้ยงสาหร่ายผลิตไบโอดีเซล
มหัศจรรย์พันผูก
หม้อยา 200 ล้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร
ชีวมวล
การฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกน้อย ให้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีความสามารถในการเพาะปลูกอีกครั้ง
เกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน ฟื้นชุมชน
ฮีตสิบสอง คองสิบสี่
เกษตรกรรมปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย
เกษตรปราณีต 1 ไร่ไม่ยากจน
เรื่องผักๆและการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ฉบับชาวบ้าน
ชันป่น
วว. วิจัยพัฒนาน้ำนมถั่วชิกพีพร้อมดื่มระบุโปรตีนสูง แถมไขมันต่ำ
สารสกัดจากใบบัวบก/ตะำไคร้ ป้ิองกันมะเร็งสำไส้ใหญ่
การใช้ไส้เดือนฝอยกำจัดปลวก
หันมาปลูกพืช ใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งกันเถอะ
การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการป้องกันการสูญเสียของข้าว
แบตเตอรี่ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

BDcountrylife.com
ที่อยู่ :  เลขที่ 254/2 ถ.โพศรี อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
เบอร์โทร :042-221412 FAX: 042-246276 มือถือ :089-4224341
อีเมล : sillawata@gmail.com
เว็บไซต์ : www.bdcountrylife.com